Black Ribbon

สหรัฐจ่อฟันภาษีรอบใหม่ ไทยเร่งแจงสวมสิทธิ์ ลุ้นภาษีรวมไม่เกิน 20%

01 กันยายน 2569
  • สหรัฐฯ เตรียมพิจารณาเก็บภาษีรอบใหม่กับไทยในประเด็น "การสวมสิทธิ์" และกำลังการผลิตส่วนเกิน เนื่องจากกังวลว่าไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจีนเพื่อเลี่ยงภาษี
  • ฝ่ายไทยเร่งเตรียมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นฐานการผลิตจริง ไม่ใช่แค่ทางผ่านสินค้า พร้อมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เพื่อลดแรงกดดัน
  • ไทยตั้งเป้าเจรจาให้ภาระภาษีโดยรวมจากทุกประเด็น (รวมภาษีประเด็นแรงงานบังคับที่มีอยู่เดิม) อยู่ในระดับไม่เกิน 19-20%

แรงกดดันทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังไม่จบ แม้ไทยจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีจากระดับสูงสุดที่เคยถูกตั้งไว้กว่า 36% ลงมาได้ และปัจจุบันถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% ภายใต้มาตรการที่สหรัฐฯ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ แต่โจทย์ใหม่ที่ภาคเอกชนจับตาคือการตรวจสอบ “สินค้าสวมสิทธิ์” และกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีรอบใหม่

สหรัฐฯ จับตาสวมสิทธิ์ ไทยเร่งปิดดีล ART

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯยังคงอยู่ที่การผลักดันนโยบายการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) โดยสหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดและนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการทางการค้าเป็นแรงกดดันให้เกิดการปรับสมดุลทางการค้า

ที่ผ่านมาไทยเคยเผชิญอัตราภาษีตั้งต้นสูงกว่า 36% (Reciprocal Tariff) ก่อนการเจรจาจะนำไปสู่การปรับลดเหลือ 19% และต่อมามีการปรับลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรการชั่วคราวที่มีข้อจำกัดด้านเวลา เมื่อครบกำหนด สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรการอื่น โดยไทยถูกจัดเก็บภาษี 12.5% ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2569 จากประเด็นเกี่ยวกับแรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม นายวิศิษฐ์ชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ใช่โจทย์ทั้งหมด เพราะอีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเรื่องการผลิตส่วนเกิน ซึ่งในทางปฏิบัติสะท้อนความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์หรือ Circumvention โดยเฉพาะการที่จีนอาจใช้ประเทศที่สามเป็นฐานการผลิตหรือทางผ่านเพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ

ไทยถูกจัด Tier 2 เร่งพิสูจน์ฐานผลิตจริง

การที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 จึงเป็นการจัดกลุ่มความเสี่ยงเพื่อการวิเคราะห์และชี้เป้าไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ตัดสินว่า ไทยหรือผู้ส่งออกไทยมีความผิด แต่ทำให้สินค้ากลุ่มเสี่ยงมีโอกาสถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน

จุดที่ไทยต้องเร่งพิสูจน์คือ ประเทศไทยเป็น “ฐานผลิตจริง” ไม่ใช่เพียงทางผ่านของสินค้าจีน โดยข้อมูลที่ฝ่ายไทยเตรียมใช้ชี้แจงคือ โรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยมากกว่า70% ซึ่งเป็นข้อมูลจากการผลิตจริง ไม่ใช่โรงงานที่เพียงจดทะเบียนไว้

นายวิศิษฐ์ มองว่า หากไทยสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการผลิตจริง มีการใช้กำลังการผลิต มีแรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบในประเทศอย่างสอดคล้องกับปริมาณส่งออก ก็จะช่วยยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนฉลาก เปลี่ยนถิ่นกำเนิด หรือแปรรูปสินค้าเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งต่อไปสหรัฐฯ

ภาคเอกชนหวั่นภาษีพุ่งแตะ 36%

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะอัตราภาษีในประเด็นการผลิตส่วนเกินและการสวมสิทธิ์ยังไม่มีตัวเลขตายตัว และขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเอกสาร หลักฐาน และมาตรการป้องกันของไทย หากการชี้แจงไม่เป็นที่ยอมรับ ความเสี่ยงคือการถูกกำหนดภาษีในระดับสูง โดยภาคเอกชนยังจับตาเพดานเดิมที่ 36%

“สิ่งที่เราคาดหวังคืออัตราภาษีต่ำที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยต้องไม่เสียเปรียบคู่แข่ง” นายวิศิษฐ์กล่าว พร้อมระบุว่า การเจรจารอบนี้จึงต้องเสนอรายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯทั้งเครื่องบิน พลังงาน ข้าวโพดถั่วเหลือง และสินค้าอื่นที่ไทยจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้เกิดการค้าต่างตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากจีน แล้วนำมาประกอบหรือผ่านกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไม่มาก ก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งอาจ ถูกตีความว่าเป็นการสวมสิทธิ์ได้

ตรวจรายบริษัทเสี่ยงกักตู้-ขึ้นภาษี

ดร.อัทธ์เสนอให้ไทยเร่งจัดทำบัญชีสินค้าเสี่ยง เปรียบเทียบการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐฯ ตรวจสอบโรงงานที่มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นผิดปกติ เชื่อมข้อมูลกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม BOI และการนิคมอุตสาหกรรมรวมถึงกำหนดให้โครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงเปิดเผยกระบวนการผลิต แหล่งวัตถุดิบ และสัดส่วน Local Content พร้อมสร้างระบบ Thai Origin Traceability และนำ AI เข้ามาช่วยติดตามหลักฐานตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อแยกการลงทุนและการผลิตจริงในไทย ออกจากการส่งผ่านหรือแปรรูปเล็กน้อยให้ชัดเจน

“หากสหรัฐฯ ยกระดับไปสู่การตรวจสอบรายบริษัท ผลกระทบจะรุนแรงกว่าการถูกจัด Tier 2 เพราะอาจนำไปสู่การกักตู้สินค้า การตรวจสอบเข้มข้น การเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือรุนแรงถึงขั้นห้ามสินค้าบางอุตสาหกรรมเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ”

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ แล้วกว่า 2,000 รายการ เมื่อรวมกับรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภายใต้มาตรา 232 ที่เจรจาก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีประมาณ 72% ขณะที่อีกประมาณ 28% ยังอยู่ภายใต้การจัดเก็บภาษีและต้องเดินหน้าเจรจาต่อไป

ไทยลุ้นภาษีรวม 19-20% ปิดดีล ART

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทีมไทยเตรียมเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 โดยตั้งเป้าสรุปความตกลง ART หลังการเจรจามีความคืบหน้าแล้วประมาณ 60% และการพบปะโดยตรงจะช่วยให้ฝ่ายไทยชี้แจงข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้น

 สำหรับมาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับ 12.5% นี้มองว่า อาจถูกยกเลิกในอนาคต เนื่องจากกำลังถูกฟ้องร้องในศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ขณะที่ประเด็น Structural Excess Capacity มีแนวโน้มถูกนำมาบังคับใช้มากกว่า หลังทำเนียบขาวเผยแพร่รายงาน The GreatTransshipment Scam และจัดไทยอยู่ใน Tier 2 อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า หากต้องรวมภาษีทั้งสองประเด็น คือแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน อัตราภาษีรวมของไทยไม่น่าจะเกิน 19-20%


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.